HSThai HS Checker
เมนู

ความรู้ / บทความ

ทำไมผู้นำเข้าจึงควรเช็คพิกัดศุลกากรของสินค้าก่อน

พิกัดศุลกากร · HS Code · พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 · สำแดงเท็จ · นำเข้าสินค้า · วินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า ·

เช็คพิกัดศุลกากรก่อนนำเข้า: สำแดงพิกัดผิดมีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท แม้ไม่มีเจตนา ตามมาตรา 202 และ 252 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560

สรุปสั้น: พิกัดศุลกากร (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร สิทธิลดอัตราอากรตาม FTA และใบอนุญาตที่สินค้าต้องมี หากสำแดงพิกัดผิด ผู้นำเข้ามีความผิดตามมาตรา 202 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท แม้จะไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อพิกัดผิดทำให้อากรขาด ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่มักถือว่าเจตนาหลีกเลี่ยงอากร ทำให้ถูกปรับ 2 เท่าของภาษีอากรที่ขาด นอกเหนือจากการชำระภาษีอากรที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มอีกเดือนละ 1% การเช็คพิกัดก่อนสั่งซื้อจึงมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาที่หน้าด่านเสมอ

ผู้นำเข้าจำนวนมากปล่อยเรื่องพิกัดศุลกากรไว้กับผู้ขายหรือชิปปิ้ง และเห็นเลขพิกัดครั้งแรกตอนที่ใบขนสินค้าถูกส่งเข้าระบบไปแล้ว แต่ในสายตาของกฎหมาย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบความถูกต้องของใบขนสินค้าคือ "ผู้นำของเข้า" ซึ่งมาตรา 4 ให้หมายความรวมถึงเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้มีส่วนได้เสียในสินค้านั้น ไม่ใช่ผู้ขายในต่างประเทศ

บทความนี้อธิบายว่าทำไมผู้นำเข้าควรเช็คพิกัดศุลกากรก่อนนำเข้า กฎหมายมองความผิดพลาดเรื่องพิกัดอย่างไร และควรตรวจสอบพิกัดจากแหล่งใดบ้าง

พิกัดศุลกากร (HS Code) คืออะไร และกำหนดอะไรบ้าง

พิกัดศุลกากรคือรหัสจำแนกประเภทสินค้าตามระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System: HS) ขององค์การศุลกากรโลก ตัวเลข 6 หลักแรกใช้ร่วมกันทั่วโลก ส่วนประเทศไทยใช้รหัส 8 หลักตามพิกัดอัตราศุลกากรอาเซียน (AHTN) ฉบับปัจจุบันคือ AHTN 2022

เลขพิกัดชุดเดียวเป็นตัวตัดสินหลายเรื่องพร้อมกัน

พิกัดกำหนดอะไรผลต่อผู้นำเข้า
อัตราอากรขาเข้าต้นทุนสินค้าโดยตรง พิกัดที่ใกล้เคียงกันอาจมีอัตราอากรต่างกันมาก
สิทธิพิเศษทางภาษีตาม FTAอัตราพิเศษภายใต้ความตกลง เช่น ACFTA (Form E) หรือ ATIGA (Form D) กำหนดเป็นรายพิกัด และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดต้องระบุพิกัดที่สอดคล้องกัน
ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตVAT คำนวณจากฐานที่รวมอากรแล้ว และสินค้าบางพิกัดต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่ม
ใบอนุญาตและมาตรฐานสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตจาก อย. สมอ. กสทช. กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ มักผูกไว้กับพิกัดในระบบ NSW
มาตรการพิเศษเช่น อากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ที่ใช้กับบางพิกัดจากบางประเทศ

สำแดงพิกัดผิด เจ้าหน้าที่จะมองเรื่อง "สำแดงเท็จ" เป็นอันดับแรก แม้ไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อพนักงานศุลกากรพบว่าพิกัดที่สำแดงไม่ตรงกับสินค้าจริง โดยเฉพาะเมื่อพิกัดนั้นทำให้เสียอากรน้อยกว่าที่ควร ประเด็นแรกที่ถูกตั้งคือ สำแดงเท็จและหลีกเลี่ยงอากร คำอธิบายว่า "ไม่ได้ตั้งใจ" หรือ "ผู้ขายให้เลขนี้มา" ไม่ทำให้พ้นผิด เพราะ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 กำหนดให้ความผิดบางฐานไม่ต้องพิจารณาเจตนาเลย

มาตราที่เกี่ยวข้องใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560

มาตราฐานความผิดหรือเรื่องโทษหรือผลต้องมีเจตนาหรือไม่
202ยื่น จัดให้ หรือยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ อันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดปรับไม่เกิน 500,000 บาทไม่ต้อง (มาตรา 252)
243หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 0.5 ถึง 4 เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของต้องมีเจตนา
244หลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้าม เช่น สำแดงพิกัดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต ทั้งที่สินค้าจริงต้องมีจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของไม่ต้อง (มาตรา 252)
22ไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ขาด (ไม่เกินจำนวนอากร) และเบี้ยปรับร้อยละ 20 หากไม่ชำระภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินไม่เกี่ยวกับเจตนา
19ระยะเวลาประเมินอากรย้อนหลัง3 ปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า ขยายได้อีก 2 ปี และอีก 5 ปีหากมีหลักฐานว่ามีเจตนาฉ้ออากร-
253ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคลกรรมการหรือผู้จัดการที่สั่งการ หรือละเว้นไม่สั่งการจนเกิดความผิด ต้องรับโทษด้วย-

ประเด็นที่ผู้นำเข้าควรจำมีสามข้อ

  • มาตรา 252 คือหัวใจของเรื่องนี้ กฎหมายเขียนไว้ชัดว่าความผิดตามมาตรา 202, 242 และ 244 ผู้กระทำต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา การสำแดงพิกัดผิดจึงเป็นความผิดตามมาตรา 202 ได้ทันที และถ้าพิกัดที่ผิดทำให้หลุดจากการต้องมีใบอนุญาต ก็อาจเข้ามาตรา 244 ด้วย
  • มาตรา 243 ต้องมีเจตนาฉ้ออากร แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อพิกัดผิดทำให้อากรขาด เจ้าหน้าที่จะถือว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรไว้ก่อน ผู้นำเข้าต้องเป็นฝ่ายชี้แจงพร้อมหลักฐานว่าเลือกพิกัดนั้นด้วยเหตุผลที่สมควร ใครเก็บเอกสารประกอบการจำแนกพิกัดไว้ จะชี้แจงได้ง่ายกว่ามาก
  • ของผ่านด่านไปแล้วไม่ได้แปลว่าจบ กรมศุลกากรประเมินอากรย้อนหลังได้ 3 ถึง 5 ปี และนานกว่านั้นหากมีเจตนาฉ้ออากร พิกัดที่ผิดแล้วใช้ซ้ำทุกเที่ยวจะสะสมเป็นยอดอากรที่ขาดก้อนใหญ่เมื่อถูกตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย

ในทางปฏิบัติ คดีส่วนใหญ่จบอย่างไร

ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรส่วนใหญ่ระงับได้ด้วยการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง (มาตรา 256) คือยินยอมชำระค่าปรับแล้วคดีเลิกกัน

อย่าคาดหวังว่าพิกัดผิดจะถูกมองเป็นเพียงความไม่ระมัดระวัง ในทางปฏิบัติ เมื่อพิกัดที่สำแดงทำให้อากรขาด เจ้าหน้าที่จะตั้งประเด็น เจตนาหลีกเลี่ยงอากร ตามมาตรา 243 ค่าปรับที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายจึงมักเป็น 2 เท่าของภาษีอากรที่ขาด (กฎหมายให้ปรับได้ตั้งแต่ 0.5 ถึง 4 เท่า) และยังต้องชำระภาษีอากรที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มด้วย

ช่องทางที่ช่วยลดค่าปรับได้ตามเกณฑ์การเปรียบเทียบของกรมศุลกากร คือ

  • ตรวจพบความผิดเองแล้วยื่นขอแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจพบ โดยไม่มีเหตุทุจริต: ผ่อนผันการปรับ
  • อากรขาดไม่เกิน 5,000 บาท: ผ่อนผันการปรับ

เกณฑ์เหล่านี้อาจมีการปรับปรุง ควรตรวจสอบฉบับล่าสุดกับกรมศุลกากร และนอกจากค่าปรับแล้วยังมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าเสียเวลาตู้สินค้าและค่าฝากเก็บระหว่างรอพิสูจน์ รวมถึงประวัติการกระทำผิดที่อาจทำให้ถูกเปิดตรวจสินค้าบ่อยขึ้นในเที่ยวต่อๆ ไป

ตัวอย่างสมมติ: พิกัดผิดตัวเดียว ต้นทุนเพิ่มเท่าไร

สมมติสินค้ามูลค่า CIF 1,000,000 บาท ผู้ขายระบุพิกัดที่อากร 0% แต่พิกัดที่ถูกต้องมีอากร 10% ถูกตรวจพบในการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย 12 เดือนต่อมา และเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นเจตนาหลีกเลี่ยงอากรตามแนวปฏิบัติที่พบบ่อย

รายการจำนวน (บาท)
อากรที่ขาด (10% ของ 1,000,000)100,000
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาด (7% ของอากรที่ขาด)7,000
เงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือน × 12 เดือน (มาตรา 22)12,000
ค่าปรับ 2 เท่าของอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาด (2 × 107,000)214,000
รวมอย่างน้อย333,000

พิกัดผิดตัวเดียวทำให้ต้องจ่ายรวมกว่า 3 เท่าของอากรที่เคยประหยัดไปได้ กฎหมายยังให้ปรับได้สูงสุดถึง 4 เท่า และมีโทษจำคุกกับการริบของด้วย ถ้าใช้พิกัดเดียวกันนี้มา 10 เที่ยว ตัวเลขทั้งหมดก็คูณ 10

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ยังไม่รวมเงินเพิ่มฝั่งภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น

จะเช็คพิกัดศุลกากรได้จากที่ไหนบ้าง

ไม่มีแหล่งใดสมบูรณ์แบบ วิธีที่ปลอดภัยคือใช้หลายแหล่งประกอบกัน และรู้ข้อจำกัดของแต่ละแหล่ง

1. ผู้ขาย (Supplier / Exporter)

ข้อดี: ผู้ขายรู้จักสินค้าดีที่สุด ทั้งวัสดุ ส่วนประกอบ และการทำงาน และมักระบุ HS Code ไว้ใน Invoice หรือ Packing List อยู่แล้ว

ข้อควรระวัง:

  • ผลประโยชน์อยู่คนละฝั่ง ผู้ขายเลือกพิกัดโดยดูสิทธิประโยชน์ฝั่งส่งออกของตัวเอง เช่น บางประเทศคืนภาษีให้ผู้ส่งออกในอัตราที่ผูกกับรหัสพิกัด (อย่างระบบคืนภาษีส่งออกของจีน) หรือเลือกพิกัดที่ไม่ต้องขออนุญาตส่งออก ขณะที่ผู้ซื้อต้องการพิกัดที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย เพราะเป็นผู้จ่ายอากรและเป็นผู้รับผิดตามกฎหมาย
  • ฝั่งส่งออกแทบไม่มีภาษี ผู้ขายจึงไม่มีแรงจูงใจให้ตรวจละเอียด สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียอากรขาออก พิกัดที่ผิดจึงแทบไม่กระทบผู้ขาย แต่ฝั่งนำเข้ามีทั้งอากร VAT สรรพสามิต และใบอนุญาต ความเสียหายจึงตกอยู่กับผู้นำเข้าเต็มๆ
  • เลขหลักที่ 7 เป็นต้นไปเป็นของแต่ละประเทศ เช่น จีนใช้ 10 หลัก ไทยใช้ 8 หลักตาม AHTN เลขจากผู้ขายจึงนำมาใช้กับไทยตรงๆ ไม่ได้ และแม้แต่ 6 หลักแรกก็อาจตีความต่างกันได้

วิธีใช้ให้ได้ประโยชน์: ขอ "ข้อมูลสินค้า" มากกว่าขอ "เลขพิกัด" ได้แก่ สเปก แค็ตตาล็อก สัดส่วนวัตถุดิบ รูปถ่าย และวิธีการทำงาน แล้วนำมาจำแนกตามพิกัดของไทย

2. ค้นหาจากอินเทอร์เน็ต

ข้อดี: เร็วและฟรี

ข้อควรระวัง:

  • ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นพิกัดของประเทศอื่น เช่น HTS ของสหรัฐอเมริกา (10 หลัก) หรือ CN ของสหภาพยุโรป (8 หลัก) ซึ่งไม่ใช่ AHTN
  • ข้อมูลอาจล้าสมัย ระบบ HS ปรับปรุงทุกประมาณ 5 ปี เว็บไซต์ที่ไม่อัปเดตอาจยังใช้ HS 2017
  • กระทู้หรือเว็บขายสินค้าไม่มีใครรับผิดชอบความถูกต้อง และสินค้าที่หน้าตาคล้ายกันอาจอยู่คนละพิกัดเพราะวัสดุหรือหน้าที่ใช้งานต่างกัน

วิธีใช้ให้ได้ประโยชน์: ใช้เป็นจุดเริ่มต้นหาประเภทพิกัด (heading) ที่เป็นไปได้ แล้วยืนยันกับแหล่งทางการทุกครั้ง

3. สอบถามตัวแทนออกของ (Customs Broker / ชิปปิ้ง)

ข้อดี: ตัวแทนออกของมีประสบการณ์ เห็นสินค้าหลากหลาย รู้แนวปฏิบัติหน้าด่าน และเป็นผู้ยื่นใบขนสินค้าให้อยู่แล้ว

ข้อควรระวัง:

  • ตัวแทนจำแนกพิกัดจากข้อมูลที่ได้รับ ถ้าข้อมูลไม่ครบ พิกัดก็คลาดเคลื่อนได้
  • ความรับผิดไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่ตัวแทน มาตรา 202 ครอบคลุมทั้งผู้ "ยื่น" ผู้ "จัดให้" และผู้ "ยอมให้ผู้อื่นยื่น" ผู้นำเข้าที่มอบให้ตัวแทนยื่นจึงยังต้องรับผิดในฐานะผู้นำของเข้า
  • ระวังคำแนะนำให้ใช้พิกัดที่อากรต่ำกว่าโดยไม่มีเหตุผลทางพิกัดรองรับ

วิธีใช้ให้ได้ประโยชน์: ให้ข้อมูลสินค้าครบถ้วน ขอเหตุผลประกอบเป็นลายลักษณ์อักษร (ประเภทพิกัด หมายเหตุ และหลักการตีความที่ใช้) แล้วเก็บไว้เป็นหลักฐาน

4. เว็บไซต์กรมศุลกากร

ข้อดี: เป็นแหล่งข้อมูลทางการ

  • ค้นหาพิกัดและอัตราอากร รวมถึงอัตราตามความตกลงการค้าเสรี ได้จากเว็บไซต์ กรมศุลกากร
  • ค้นผลคำวินิจฉัยพิกัดที่กรมศุลกากรเคยออก และยื่นขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าออนไลน์ ผ่านระบบ Tariff e-Service
  • สอบถาม Customs Call Center โทร 1164
  • การขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า (Advance Ruling) ตามมาตรา 18 เป็นช่องทางเดียวที่ได้ผลผูกพันระหว่างกรมศุลกากรกับผู้ยื่นคำขอ ตามระยะเวลาที่กำหนด

ข้อควรระวัง:

5. ใช้เครื่องมือ Thai HS Checker

ข้อดี:

  • กรอกข้อมูลตามรายการที่กรมศุลกากรกำหนดสำหรับการตีความพิกัดในแต่ละหมวดสินค้า พร้อมตัววัดความครบถ้วนของข้อมูล
  • ได้พิกัดที่เป็นไปได้พร้อมเหตุผลตามหลัก GRI และการเปรียบเทียบกับพิกัดใกล้เคียง
  • เห็นใบอนุญาตหรือมาตรการนำเข้าที่อาจเกี่ยวข้องกับพิกัดนั้น
  • ค้นฐานข้อมูลผลเช็คพิกัดที่ผู้ใช้รายอื่นยินยอมเผยแพร่
  • นำผลไปเตรียมยื่นขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าเอง หรือขอให้ทีมงานช่วยยื่น

ข้อจำกัด: ผลจากเครื่องมือเป็นความเห็นเบื้องต้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยของกรมศุลกากร และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ความแม่นยำขึ้นกับความครบถ้วนของข้อมูลที่กรอก สินค้ามูลค่าสูงหรือพิกัดที่คาบเกี่ยวควรยืนยันด้วยการขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า

👉 เริ่มเช็คพิกัดสินค้าของคุณ

เปรียบเทียบ 5 แหล่งเช็คพิกัด

แหล่งความเร็วความน่าเชื่อถือผูกพันทางกฎหมายเหมาะสำหรับ
ผู้ขายเร็วต่ำถึงปานกลางไม่ข้อมูลสเปกสินค้าตั้งต้น
อินเทอร์เน็ตเร็วมากต่ำไม่หาแนวทางเบื้องต้น
ตัวแทนออกของปานกลางปานกลางถึงสูงไม่สินค้าทั่วไปที่ตัวแทนมีประสบการณ์
กรมศุลกากร (ค้นพิกัดและคำวินิจฉัยเดิม)ปานกลางสูงไม่ (ใช้อ้างอิง)ยืนยันถ้อยความพิกัดและอัตราอากร
กรมศุลกากร (วินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า)ช้า (หลายสัปดาห์)สูงสุดผูกพันสินค้ามูลค่าสูง นำเข้าประจำ หรือพิกัดคาบเกี่ยว
Thai HS Checkerเร็วขึ้นกับความครบของข้อมูลไม่วิเคราะห์เบื้องต้นพร้อมเหตุผล และเตรียมยื่นวินิจฉัย

สรุปทั้งหมดในภาพเดียว

อินโฟกราฟิก: ทำไมต้องเช็คพิกัดศุลกากรก่อนนำเข้า พิกัดกำหนดอากร FTA ภาษี และใบอนุญาต โทษตามมาตรา 202 243 244 พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 และ 5 แหล่งเช็คพิกัด HS Code

เช็คลิสต์ก่อนสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

  1. รวบรวมข้อมูลสินค้า ชื่อ วัสดุและสัดส่วน วิธีการทำงาน การใช้งาน รูปถ่าย แค็ตตาล็อก และสเปก
  2. หาพิกัดที่เป็นไปได้จากหลายแหล่ง ผู้ขาย ตัวแทนออกของ และเครื่องมือวิเคราะห์ แล้วเทียบกัน ถ้าไม่ตรงกันต้องหาเหตุผลว่าทำไม
  3. ยืนยันกับตารางพิกัดและคำวินิจฉัยของกรมศุลกากร อ่านถ้อยความของประเภทพิกัดและหมายเหตุ แล้วไล่ตามหลัก GRI
  4. เช็คอัตราอากร สิทธิ FTA และใบอนุญาตที่ผูกกับพิกัด แล้วนำไปคิดต้นทุนนำเข้าก่อนตกลงราคากับผู้ขาย
  5. ขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า เมื่อสินค้ามูลค่าสูง นำเข้าเป็นประจำ หรือพิกัดคาบเกี่ยว
  6. เก็บเหตุผลการจำแนกพิกัดไว้เป็นหลักฐาน เผื่อถูกตรวจสอบย้อนหลังในอีกหลายปีต่อมา
  7. ถ้าพบว่าสำแดงผิด ให้รีบยื่นขอแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ซึ่งอาจได้รับการผ่อนผันค่าปรับ

คำถามที่พบบ่อย

ใช้พิกัดที่ผู้ขายระบุใน Invoice ได้เลยไหม

ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นได้ แต่ไม่ควรใช้ทันทีโดยไม่ตรวจสอบ พิกัดของผู้ขายมักเป็นรหัสของประเทศผู้ส่งออก ซึ่งตั้งแต่หลักที่ 7 ไม่ตรงกับ AHTN ของไทย และผู้ที่ต้องรับผิดหากสำแดงผิดคือผู้นำเข้า

ถ้าตัวแทนออกของกรอกพิกัดผิด ใครต้องรับผิด

มาตรา 202 ครอบคลุมทั้งผู้ยื่น ผู้จัดให้ยื่น และผู้ยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ผู้นำเข้าจึงไม่พ้นความรับผิดเพียงเพราะมอบหมายให้ตัวแทน ส่วนการเรียกร้องความเสียหายระหว่างผู้นำเข้ากับตัวแทนเป็นเรื่องตามสัญญาที่ตกลงกันไว้

ไม่ได้ตั้งใจสำแดงผิด จะโดนอะไรบ้าง

ความผิดตามมาตรา 202 ไม่ต้องพิจารณาเจตนา (มาตรา 252) มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อพิกัดผิดทำให้อากรขาด ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่มักตั้งประเด็นเจตนาหลีกเลี่ยงอากรตามมาตรา 243 แม้ผู้นำเข้าจะไม่ได้ตั้งใจ ค่าปรับจึงมักเป็น 2 เท่าของภาษีอากรที่ขาด พร้อมชำระภาษีอากรที่ขาดและเงินเพิ่ม ทางที่ช่วยได้คือตรวจพบเองและยื่นขอแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจพบ โดยไม่มีเหตุทุจริต ซึ่งเกณฑ์ของกรมศุลกากรให้ผ่อนผันค่าปรับได้

ผลจาก Thai HS Checker ใช้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ไหม

ไม่ได้ ผลจากเครื่องมือเป็นความเห็นเบื้องต้นสำหรับเตรียมข้อมูลและเหตุผลประกอบเท่านั้น คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันคือคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าที่กรมศุลกากรออกให้ตามมาตรา 18

พิกัดของสินค้าเดิมเปลี่ยนได้ไหม

เปลี่ยนได้ ระบบ HS ปรับปรุงทุกประมาณ 5 ปี ฉบับถัดไปคือ HS 2028 ซึ่งมีกำหนดใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2028 (พ.ศ. 2571) นอกจากนี้อัตราอากรและมาตรการนำเข้าก็เปลี่ยนตามประกาศ ผู้นำเข้าจึงควรทบทวนพิกัดของสินค้าที่นำเข้าประจำเป็นระยะ

สรุป

พิกัดศุลกากรไม่ใช่แค่ตัวเลขในใบขนสินค้า แต่เป็นตัวกำหนดต้นทุน สิทธิประโยชน์ และความเสี่ยงทางกฎหมายของผู้นำเข้า เมื่อกฎหมายกำหนดให้การสำแดงผิดเป็นความผิดแม้ไม่มีเจตนา การเช็คพิกัดก่อนสั่งซื้อจากหลายแหล่ง เก็บเหตุผลประกอบไว้ และขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าเมื่อจำเป็น จึงเป็นวิธีป้องกันที่ถูกที่สุด


แหล่งอ้างอิง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายและไม่ใช่คำวินิจฉัยของกรมศุลกากร ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569 กรณีมีข้อเท็จจริงเฉพาะ โปรดปรึกษากรมศุลกากรหรือผู้เชี่ยวชาญ